งานหัตถกรรมเครื่องเงินของหมู่บ้านเครื่องเงิน
ต.เขวาสินรินทร์... "กลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินบ้านโชค"
สร้างความโดดเด่นในเรื่องคงเอกลักษณ์
กรรมวิธีโบราณผสานกับการทำประเกือม หรือ ประคำในภาษากลาง ด้วยวัตถุดิบเงิน 60%
สื่อสารภาพลักษณ์ผ่านการประดิษฐ์ลวดลายต่างๆจำนวน
13 ลาย คือ ขจร มะลิ ดอกปลึด 3 ชั้น
เอกปลึด ตังโอ๋ ตังโอ 3 ชั้นระเวยิ่ง
ทานตะวัน รวงผึ้ง รังแตน รำหอกโปรง
และลายรำหอก ซึ่งทำยากที่สุด เนื่องจากเป็นลายที่มีความสลับซับซ้อนและมีราคาสูง
ในขณะที่ลายไข่แมงดารับสั่งทำบ่อยที่สุด เพราะลวดลายสวย
นายป่วน
เจียวทอง ที่ปรึกษากลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินบ้านโชค เล่าต่อว่า เคยทำทั้ง 13 ลายซึ่งน้ำหนักแต่ละดอกประมาณ 200 กรัมนั้น ได้ถวายให้กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง เมื่อปี 2544 เนื่องจากลูกศิษย์ของวิทยาลัยมาเรียน หวังเพื่อใช้ในการศึกษาโดยทั่วไป
ทั้งนี้ การคิดและออกแบบเพิ่มนอกเหนือจาก 13 ลายนี้
จะไม่มีการเขียนแบบเก็บเอาไว้ ถ้าขายแล้วก็จะไม่ทำอีก สำหรับสินค้าที่มีความพิเศษ
(Master Piece)
ฤาภูมิรู้พื้นถิ่นจะสูญสลาย
ความกังวลของผู้พลิกตำนานจากทองรูปพรรณ สู่ วัตถุดิบเงินให้เป็นเครื่องประดับ อย่าง 'ลุงป่วน เจียวทอง' ซึ่งตอนนี้อายุอานามก็ปาเข้าไป 66 ปีแล้ว การใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องเงินมานานกว่า 50 ปี และความคลุกคลีจนรู้ว่า เครื่องประดับเงินโบราณมีความละเอียด จึงต้องใช้เวลาในการทำยาวนาน กว่าจะออกมาเป็นเครื่องเงินอันทรงคุณค่าแต่ละชิ้น แต่เหตุผลดีๆเหล่านี้ กลับทำให้ไม่มีผู้สนใจจะร่ำเรียนและสานต่อ
ความกังวลของผู้พลิกตำนานจากทองรูปพรรณ สู่ วัตถุดิบเงินให้เป็นเครื่องประดับ อย่าง 'ลุงป่วน เจียวทอง' ซึ่งตอนนี้อายุอานามก็ปาเข้าไป 66 ปีแล้ว การใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องเงินมานานกว่า 50 ปี และความคลุกคลีจนรู้ว่า เครื่องประดับเงินโบราณมีความละเอียด จึงต้องใช้เวลาในการทำยาวนาน กว่าจะออกมาเป็นเครื่องเงินอันทรงคุณค่าแต่ละชิ้น แต่เหตุผลดีๆเหล่านี้ กลับทำให้ไม่มีผู้สนใจจะร่ำเรียนและสานต่อ
"ชาวบ้านแถวนี้ถึงขนาดต้องจ้างให้เรียนกันเลย
เพราะพวกเขาไม่ชอบลายพวกนี้ทำยาก งานแต่ละชิ้นจะประณีตมาก เลยใช้เวลาในการทำนาน
คนในหมู่บ้านเลยไม่สนใจที่จะทำกัน ลุงเองตอนนี้ก็อายุมากแล้ว
แต่ก็จะทำงานนี้ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเลิกทำ และถ้าใครต้องการเรียน
ลุงก็ยินดีสอนให้ ลายที่ลุงทำเป็นลายดั้งเดิม บ้างนำมาประยุกต์ใหม่ ดัดแปลงไปบ้าง
เพื่อให้เข้ากับสมัย แต่ยังคงความประณีตเอาไว้เหมือนเดิม" นายป่วนกล่าว
ไม่เพียงแต่อุปสรรคเรื่องบุคลากรที่มีจำกัดและหายากขึ้นแล้ว ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มเองก็เริ่มหดหายเพราะชาวบ้านจะหันไปทำงานอย่างอื่นมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกผู้ผลิตเพียง 4 คนเป็นหลัก และมีเงินหมุนเวียน 3 - 4 หมื่นต่อเดือน โดยปัญหาค่าแรงงานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนกำลังใจ บวกกับค่าวัตถุดิบเงินที่สั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ในกรุงเทพฯ มีอัตราเพิ่มตามราคาทอง ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
ไม่เพียงแต่อุปสรรคเรื่องบุคลากรที่มีจำกัดและหายากขึ้นแล้ว ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มเองก็เริ่มหดหายเพราะชาวบ้านจะหันไปทำงานอย่างอื่นมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกผู้ผลิตเพียง 4 คนเป็นหลัก และมีเงินหมุนเวียน 3 - 4 หมื่นต่อเดือน โดยปัญหาค่าแรงงานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนกำลังใจ บวกกับค่าวัตถุดิบเงินที่สั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ในกรุงเทพฯ มีอัตราเพิ่มตามราคาทอง ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
นายขันทิศ เจียวทอง ทายาทของลุงป่วน
กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาตอนนี้
มองการคงเอกลักษณ์เครื่องเงินลายโบราณไว้เพื่อใช้ในการสืบทอด เปิดเกมรุกด้วยการเป็นวิทยากร สอนในศูนย์ศิลปาชีพสุรินทร์
ตลอดจนการเดินทางไปถ่ายทอดยังต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา ร่วมกับหน่วยงานราชการ
In fashion ยืดความนิยม
ด้านช่องทางจัดจำหน่าย นอกจากจะมีผู้ซื้อเดินทางมาในหมู่บ้านแล้ว ยังมีตัวแทนรับไปขายตามร้านจิวเวลลี่ ช่วงแรกได้รับความนิยมสูงเมื่อปี 2528 ทำให้ขายดีมาตลอด และยอมรับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น
ด้านช่องทางจัดจำหน่าย นอกจากจะมีผู้ซื้อเดินทางมาในหมู่บ้านแล้ว ยังมีตัวแทนรับไปขายตามร้านจิวเวลลี่ ช่วงแรกได้รับความนิยมสูงเมื่อปี 2528 ทำให้ขายดีมาตลอด และยอมรับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น
นายขันทิศ
กล่าวว่า ช่วงหนึ่งสินค้าของกลุ่มโดน "หินสี" เข้ามาตีตลาด
จึงต้องปรับตามกระแสแฟชั่นด้วยการผสมผสาน หินสี ลูกปัด และพลอย เป็นเครื่องประดับ
นอกเหนือจากพัฒนาความหลากหลายของสินค้า ซึ่งอดีตเน้นต่างหู เพิ่มเข็มขัด สร้อยคอ
เป็นต้น
ลูกประเกือม (ประคำ) ...อิทธิพลเขมร
ราว 270 ปีเศษ ประชาชนชาวเขมรกลุ่มหนึ่งได้อพยพหนีสงครามออกมาจากกรุงพนมเปญ
ข้ามภูเขาบรรทัดมาตั้งภูมิลำเนาให้มั่นคงถาวร... "โคกเมือง"
หรือเรียกว่า" ผไทสมันท์"
ซึ่งเป็นเมืองร้างแต่มีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ พวกเขาพกความสามารถในการตีทองรูปพรรณเป็นเครื่องประดับ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับคอ เรียกกันในภาษาถิ่นว่า 'จาร'
'ตะกรุด' หรือ 'ปะคำ'
และลูกหลานมักรวบรวมทองเป็นเม็ดบ้าง แผ่นบ้าง
สืบทอดวิชาช่างและรับจ้างเดินทางไปจังหวัดใกล้เคียง อย่างบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ เป็นต้น
แต่เมื่อประมาณพ.ศ.
2500-2521 งานทำทองรูปพรรณเป็นเครื่องประดับได้หยุดชะงักไป เพราะชาวบ้านนิยมซื้อจากห้างร้านมากกว่า และนี้เองกลายเป็นการพลิกโฉมวัตถุดิบดั่งเดิมของบรรพบุรุษ สู่หัตถกรรมพื้นบ้านเครื่องประดับเงิน
จะว่าไปแล้ว
ใครๆก็ทำเครื่องเงินได้ ฉะนั้นเอกลักษณ์จึงถูกนำมาช่วงชิงความโดดเด่น ....
เม็ดเงินชนิดกลม อย่าง "ประเกือม" เป็นภาษาเขมร ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า
"ประคำ" ทำด้วยแผ่นเงินบางๆ ตีเป็นรูปต่างๆ พร้อมอัดครั่งไว้ภายใน
มาแต่งเติมลวดลายที่หลากหลาย เช่น ถุงเงิน หมอนแปดเหลี่ยม กรวย แมงดา มะเฟือง ซึ่งจำลองมาจากธรรมชาติ
อาทิ ลายกลีบบัว ดอกพิกุล ลายพระอาทิตย์ แล้วนำมารมดำเพื่อให้ลายเด่นชัด
วิธีสังเกตความสวยงาม
อยู่ที่ลายที่แกะด้านนอกและความแวววาวของเนื้อโลหะเงิน พ่วงด้วยผลผลิตปลายทาง
อย่าง เครื่องประดับกำไลข้อมือ สร้อยประคำ ต่างหู แหวน เป็นต้น พร้อมเพิ่มความวาไรตี้ของสินค้าด้วยการผสมกับวัสดุชนิดอื่น เช่น
มุก นิล ลูกปัดหิน กลายเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อันภาคภูมิของคนอีสานใต้
ที่มา





