วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

เครื่องเงินลูกประเกือม "บ้านโชค" ศิลปะโบราณ...รั้งรอผู้สืบสาน

            งานหัตถกรรมเครื่องเงินของหมู่บ้านเครื่องเงิน ต.เขวาสินรินทร์...  "กลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินบ้านโชค"  สร้างความโดดเด่นในเรื่องคงเอกลักษณ์ กรรมวิธีโบราณผสานกับการทำประเกือม หรือ ประคำในภาษากลาง ด้วยวัตถุดิบเงิน 60%
สื่อสารภาพลักษณ์ผ่านการประดิษฐ์ลวดลายต่างๆจำนวน 13 ลาย คือ ขจร มะลิ ดอกปลึด 3 ชั้น เอกปลึด ตังโอ๋  ตังโอ 3 ชั้นระเวยิ่ง  ทานตะวัน รวงผึ้ง  รังแตน รำหอกโปรง และลายรำหอก ซึ่งทำยากที่สุด เนื่องจากเป็นลายที่มีความสลับซับซ้อนและมีราคาสูง ในขณะที่ลายไข่แมงดารับสั่งทำบ่อยที่สุด เพราะลวดลายสวย
                นายป่วน เจียวทอง ที่ปรึกษากลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินบ้านโชค เล่าต่อว่า เคยทำทั้ง 13 ลายซึ่งน้ำหนักแต่ละดอกประมาณ 200 กรัมนั้น ได้ถวายให้กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง เมื่อปี 2544 เนื่องจากลูกศิษย์ของวิทยาลัยมาเรียน หวังเพื่อใช้ในการศึกษาโดยทั่วไป  ทั้งนี้ การคิดและออกแบบเพิ่มนอกเหนือจาก 13 ลายนี้ จะไม่มีการเขียนแบบเก็บเอาไว้ ถ้าขายแล้วก็จะไม่ทำอีก สำหรับสินค้าที่มีความพิเศษ (Master Piece)

ฤาภูมิรู้พื้นถิ่นจะสูญสลาย
               ความกังวลของผู้พลิกตำนานจากทองรูปพรรณ สู่ วัตถุดิบเงินให้เป็นเครื่องประดับ อย่าง 'ลุงป่วน เจียวทอง' ซึ่งตอนนี้อายุอานามก็ปาเข้าไป 66 ปีแล้ว การใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องเงินมานานกว่า 50 ปี และความคลุกคลีจนรู้ว่า เครื่องประดับเงินโบราณมีความละเอียด จึงต้องใช้เวลาในการทำยาวนาน กว่าจะออกมาเป็นเครื่องเงินอันทรงคุณค่าแต่ละชิ้น    แต่เหตุผลดีๆเหล่านี้  กลับทำให้ไม่มีผู้สนใจจะร่ำเรียนและสานต่อ

"ชาวบ้านแถวนี้ถึงขนาดต้องจ้างให้เรียนกันเลย เพราะพวกเขาไม่ชอบลายพวกนี้ทำยาก งานแต่ละชิ้นจะประณีตมาก เลยใช้เวลาในการทำนาน คนในหมู่บ้านเลยไม่สนใจที่จะทำกัน ลุงเองตอนนี้ก็อายุมากแล้ว แต่ก็จะทำงานนี้ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเลิกทำ  และถ้าใครต้องการเรียน ลุงก็ยินดีสอนให้ ลายที่ลุงทำเป็นลายดั้งเดิม บ้างนำมาประยุกต์ใหม่ ดัดแปลงไปบ้าง เพื่อให้เข้ากับสมัย แต่ยังคงความประณีตเอาไว้เหมือนเดิม" นายป่วนกล่าว

                ไม่เพียงแต่อุปสรรคเรื่องบุคลากรที่มีจำกัดและหายากขึ้นแล้ว  ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มเองก็เริ่มหดหายเพราะชาวบ้านจะหันไปทำงานอย่างอื่นมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกผู้ผลิตเพียง 4 คนเป็นหลัก และมีเงินหมุนเวียน 3 - 4 หมื่นต่อเดือน โดยปัญหาค่าแรงงานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนกำลังใจ  บวกกับค่าวัตถุดิบเงินที่สั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ในกรุงเทพฯ มีอัตราเพิ่มตามราคาทอง ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
นายขันทิศ  เจียวทอง  ทายาทของลุงป่วน กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาตอนนี้ มองการคงเอกลักษณ์เครื่องเงินลายโบราณไว้เพื่อใช้ในการสืบทอด  เปิดเกมรุกด้วยการเป็นวิทยากร สอนในศูนย์ศิลปาชีพสุรินทร์ ตลอดจนการเดินทางไปถ่ายทอดยังต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา ร่วมกับหน่วยงานราชการ

In fashion ยืดความนิยม
                ด้านช่องทางจัดจำหน่าย นอกจากจะมีผู้ซื้อเดินทางมาในหมู่บ้านแล้ว ยังมีตัวแทนรับไปขายตามร้านจิวเวลลี่ ช่วงแรกได้รับความนิยมสูงเมื่อปี
2528 ทำให้ขายดีมาตลอด และยอมรับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น 
นายขันทิศ กล่าวว่า ช่วงหนึ่งสินค้าของกลุ่มโดน "หินสี" เข้ามาตีตลาด จึงต้องปรับตามกระแสแฟชั่นด้วยการผสมผสาน หินสี ลูกปัด และพลอย เป็นเครื่องประดับ นอกเหนือจากพัฒนาความหลากหลายของสินค้า ซึ่งอดีตเน้นต่างหู เพิ่มเข็มขัด สร้อยคอ เป็นต้น

ลูกประเกือม (ประคำ) ...อิทธิพลเขมร
               ราว 270 ปีเศษ ประชาชนชาวเขมรกลุ่มหนึ่งได้อพยพหนีสงครามออกมาจากกรุงพนมเปญ ข้ามภูเขาบรรทัดมาตั้งภูมิลำเนาให้มั่นคงถาวร... "โคกเมือง" หรือเรียกว่า" ผไทสมันท์" ซึ่งเป็นเมืองร้างแต่มีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์  พวกเขาพกความสามารถในการตีทองรูปพรรณเป็นเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับคอ เรียกกันในภาษาถิ่นว่า  'จาร'  'ตะกรุด' หรือ 'ปะคำและลูกหลานมักรวบรวมทองเป็นเม็ดบ้าง แผ่นบ้าง สืบทอดวิชาช่างและรับจ้างเดินทางไปจังหวัดใกล้เคียง อย่างบุรีรัมย์  ศรีสะเกษ เป็นต้น
                แต่เมื่อประมาณพ.ศ. 2500-2521 งานทำทองรูปพรรณเป็นเครื่องประดับได้หยุดชะงักไป   เพราะชาวบ้านนิยมซื้อจากห้างร้านมากกว่า   และนี้เองกลายเป็นการพลิกโฉมวัตถุดิบดั่งเดิมของบรรพบุรุษ   สู่หัตถกรรมพื้นบ้านเครื่องประดับเงิน
                จะว่าไปแล้ว ใครๆก็ทำเครื่องเงินได้ ฉะนั้นเอกลักษณ์จึงถูกนำมาช่วงชิงความโดดเด่น .... เม็ดเงินชนิดกลม อย่าง "ประเกือม" เป็นภาษาเขมร ซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า "ประคำ" ทำด้วยแผ่นเงินบางๆ ตีเป็นรูปต่างๆ พร้อมอัดครั่งไว้ภายใน มาแต่งเติมลวดลายที่หลากหลาย  เช่น ถุงเงิน หมอนแปดเหลี่ยม กรวย แมงดา มะเฟือง ซึ่งจำลองมาจากธรรมชาติ อาทิ ลายกลีบบัว ดอกพิกุล ลายพระอาทิตย์ แล้วนำมารมดำเพื่อให้ลายเด่นชัด
               วิธีสังเกตความสวยงาม อยู่ที่ลายที่แกะด้านนอกและความแวววาวของเนื้อโลหะเงิน พ่วงด้วยผลผลิตปลายทาง อย่าง เครื่องประดับกำไลข้อมือ สร้อยประคำ ต่างหู แหวน  เป็นต้น พร้อมเพิ่มความวาไรตี้ของสินค้าด้วยการผสมกับวัสดุชนิดอื่น เช่น มุก นิล ลูกปัดหิน กลายเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อันภาคภูมิของคนอีสานใต้

ที่มา

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

ขั้นตอนการทำเครื่องเงิน

         ความเชื่อ...เกี่ยวกับเครื่องเงินในสมัยก่อนนั้น ชาวบ้านมักนิยมใส่สร้อยเงิน ที่ร้อยลูกประคำ สลับกับตะกรุดลงยันต์ ลงเวทย์มนต์คาถาถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์เมื่อมีไว้กับตัวทำให้เกิดความ สบายใจเป็นสิริมงคลกับตนเอง มีความสุขความเจริญซึ่งถือว่าเป็นเครื่องรางของขลัง
























ที่มา

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รูปแบบและลวดลายของเครื่องเงิน

             ชิ้นงานที่เป็นต้นแบบ หรือเป็นชิ้นงานหลักของการนำมาสร้างประกอบเป็นเครื่องประดับของช่างเครื่องเงินกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินบ้านโชค หมู่บ้านเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานแนวคิดจากธรรมชาติ โดยทำเลียนแบบรูปลักษณะของดอกไม้ชนิดต่างๆ ซึ่ง ศึกษารวบรวมได้ถึง 11 ชนิด ได้แก่  

1. ดอกตั๋งโอ๋

ดอกตั๋งโต๋ 3 ชั้น
 ดอกตั้งโอ๋ 1 ชั้น










 2.ดอกขจร       









       


3. ดอกรังหอก
ดอกรังหอก (เปิด) ด้านหลัง
ดอกรังหอก (เปิด) ด้านหน้า



ดอกรังหอก (ปิด) ด้านหน้า 


  ดอกรังหอก (ปิด) ด้านหลัง 


















  4. ดอกบัวเผื่อน

ดอกบัวเผื่อน (ปลึด) 
ดอกบัวเผื่อน 3 ชั้น 












5. ดอกทาตะวัน

ด้านหน้า
ด้านข้าง 












6. ดอกรังต่อ 


ด้านหน้า
ด้านข้าง












7. ดอกระเวียง  


ดอกระเวียงด้านหลัง
ด้านหน้า













8. ดอกพริก













9. ดอกมะลิ 













10.ดอกรังผึ้ง 

ด้านหน้า
ด้านข้าง











11. ดอกไข่แมงดา 

ด้านหน้า
ด้านข้าง











ที่มา
http://cmsilver.onlinewebshop.net/onhost/silvermodel.html

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นายป่วน เจียวทอง ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านหัตถกรรม (เครื่องประดับเงินโบราณ)

        นายป่วน เจียวทอง ปราชญ์ชาวบ้าน ด้านหัตถกรรม (เครื่องประดับเงินโบราณ)
                เกิดเมื่อวันที่๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔ ภูมิลำเนาปัจจุบัน อยู่บ้า ๖๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สมรสกับ นางสุเพียบ เจียวทอง มีบุตรธิดารวม 3 คน
                วิธีการเรียนรู้ของภูมิปัญญาเมื่อครั้งอดีตในวัยเยาว์ของ นายป่วน เจียวทอง ได้ใช้ชีวิตเหมือนกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านทั่ว ๆ ไป โดยครอบครัวมีอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลักจวบจนกระทั้งอายุได้ ๑๓ ปี จึงได้ให้ความสนใจเรียนรู้และศึกษาวิธีการทำทองจาก นายโฮม ผจญกล้า ซึ่งเป็นพี่เขย  และได้ใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้วิธีการทำทองอยู่หลายปีจนมีความชำนาญ ซึ่งมูลเหตุและแรงจูงใจที่ทำให้ นายป่วนเจียวทอง ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการทำทองนั้นก็เนื่องมาจากในอดีตอาชีพช่างทองมักถูกคนมองว่าเป็นอาชีพของคนชั้นสูงหาที่ศึกษาเรียนรู้ได้ยาก เมื่อมีโอกาสจึงได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อจะได้ประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพครอบครัวต่อไป
                การประกอบอาชีพช่างทำทองของ นายป่วน เจียวทองได้ดำเนินการมาเป็นเวลาหลายปี ก็พบปัญหาในเรื่องของราคาทองคำเริ่มมีราคาแพงขึ้น ทำให้ผลงานที่ทำออกมาขายนั้นจำหน่ายได้น้อยลง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงได้เลิกอาชีพทำทองจึงได้เปลี่ยนมาประกอบอาชีพในการทำเครื่องเงินแทน ในการทำเครื่องเงินนั้น นายป่วน เจียวทอง ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้มาจากพ่อเพิ่ม ธนุนาจารย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นครูคนแรกที่ได้ทำการสอน ประเกือม ให้กับ นายป่วน เจียวทอง  และครูอีกคนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้การทำเครื่องเงินแบบตะเกาว์นั้น ก็คือ นายโฮม  ผจญกล้า นั่นเอง

แรงบันดาลใจของภูมิปัญญา
                แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานได้จากการสังเกตสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเช่น การประยุกต์ ดัดแปลง ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ นำมาเป็นแนวคิดในการทำเครื่องประดับแบบโบราณ จนมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมาจนถึงทุกวันนี้แนวความคิดในการทำงานการทำงานเป็นช่างประดับเงินของนายป่วน เจียวทอง ในปัจจุบันนี้ก็ได้ยึดเอากรอบแนวคิดและคติพจน์ที่ว่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุดโดยการทำงานสร้างสรรค์ผลิตเครื่องประดับเงินในแต่ละชิ้นนั้นนายป่วน เจียวทอง จะให้ความสำคัญในการผลิตเครื่องประดับเงินในแต่ละชิ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการออกแบบชิ้นงาน การออกแบบลวดลาย จะกระทำด้วยความประณีตเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดและเป็นที่น่าประทับใจต่อลูกค้าหรือผู้พบเห็นโดยทั่วไป

                ความสามารถเฉพาะ
                นายป่วน เจียวทอง มีความสามารถพิเศษในด้านการออกแบบลวดลายเครื่องประดับเงินแบบโบราณจนเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน องค์กร หน่วยงาน สถาบันศิลปะและสถาบันการศึกษาโดยทั่วไปเม็ดเงินบริสุทธิ์วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการทำงานวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับเงินนั้นเป็นเม็ดเงินบริสุทธิ์ ๑๐๐% ที่สั่งจากแหล่งผลิตในกรุงเทพมหานคร และร้านตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดสุรินทร์ ในด้านของเครื่องมือที่ใช้

                วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาและสิ่งที่ทำให้ภูมิปัญญาคงอยู่
                การประกอบอาชีพเป็นช่างทำเครื่องเงินของนายป่วน เจียวทอง นี้จะอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ สุจริต อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการได้รับการอบรม ฝึกฝนจากการศึกษาเรียนรู้ในการประกอบอาชีพช่างทำทองมาก่อน นายป่วน เจียวทองได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การศึกษาเรียนรู้ในวิชาชีพการทำเครื่องเงินในสมัยก่อนมีความยากลำบากมาก เนื่องจากว่าช่างทำเครื่องเงินมักจะไม่สอนหรือถ่ายทอดให้กับคนอื่นมากนัก การเรียนรู้ในการทำเครื่องประดับเงินจึงเป็นสิ่งที่ยากพอสมควรเพราะว่าคนที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ในวิธีการทำเครื่องเงินให้เกิดความชำนาญได้นั้น จะต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความตั้งใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ การศึกษาเรียนรู้ในการทำเครื่องเงินนั้นไม่เหมือนกับการเรียนรู้ในโรงเรียนทั่ว ๆ ไปเพราะการเรียนในโรงเรียนจะเลือกเรียนในโรงเรียนใดก็ได้ ผู้เรียนสนใจเรียนบ้างไม่สนใจเรียนบ้างก็มี แต่การเรียนเป็นช่างทำเครื่องเงินนั้น ผู้เรียนจะต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง ใจเย็นและมีความประณีต  


และสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนจะต้องมีคือความอดทนและขยันจึงจะทำให้การศึกษาเรียนรู้ในการทำเครื่องประดับเงินสามารถที่จะเรียนรู้ได้ดี และมีความชำนาญเร็วขึ้นเครื่องประดับเงินโบราณผลงานของนายป่วน เจียวทองปัจจุบันนายป่วน เจียวทอง ได้ถ่ายทอดลักษณะและความรู้ในการทำเครื่องเงินให้กับสมาชิกในครอบครัวของตนเอง เครือญาติและเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้นาย ป่วน เจียวทอง ได้ให้เกียรติและเป็นวิทยากร (พิเศษ) ถ่ายทอดทักษะและความรู้ในการทำเครื่องประดับเงินให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) กาญจนาภิเษก วิทยาลัยช่างทองหลวง ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสุรินทร์
ศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์และยินดีที่จะสอนให้กับเยาวชน นักเรียน ประชาชนทั่วไปหรือหน่วยงานการศึกษาที่ต้องการและมีความประสงค์ในการส่งเสริมอนุรักษ์และพัฒนาในศิลปะการทำเครื่องประดับเงิน โดยที่นายป่วน เจียวทอง ได้อธิบายไว้ การถ่ายทอดความรู้และทักษะของการทำเครื่องเงินไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดมีความรักและหวงแหนในศาสตร์หรือศิลปะทางด้านนี้จะเป็นการสืบทอดและช่วยให้อาชีพทำเครื่องประดับเงินไม่สูญหายและยังคงอยู่ในท้องถิ่นต่อไป  ถ่ายทอดวิธีการทำเครื่องประดับเงินให้กับผู้สนใจโดยทั่วไปนอกจากผลงานต่างๆ ที่ได้กล่าวมานั้น นายป่วน เจียวทอง ได้รับโอกาสให้ได้สร้างสรรค์
                ผลงานเครื่องประดับเงิน ทูลเกล้า ฯ ถวายเครื่องประดับเงินแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นเครื่องประดับ เงินในรูปแบบตะเกาว์ จำนวน ๑๓ ชิ้น อันเป็นโอกาสที่ดีและเป็นมงคลกับชีวิตและวงศ์ ตระกูลของนายป่วน เจียวทอง สืบไปเครื่องประดับเงินที่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

ผลงานและรางวัลที่ได้รับ
                ผลงานและรางวัลที่ได้รับจากความพยายามในการสร้างสรรค์ของนายป่วน เจียวทองมีมากมายจากหลายหน่วยงานทั้งในประเทศและจากหน่วยงานในต่างประเทศ อาทิเช่น
                ๑. สภาวัฒนธรรม จังหวัดสุรินทร์ ได้รับรางวัลเกียรติยศคนดีศรีเมืองช้าง จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๔๔
                ๒. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ในงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ประเภทตุ้มหูเงินลายโบราณของ OTOP จังหวัดสุรินทร์
                ๓. สภาวัฒนธรรมกิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ มอบรางวัลผู้มีผลงานทางวัฒนธรรมสาขาภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเภทผู้ผลิตเครื่องประดับเงิน พ.ศ. ๒๕๔๕
                ๔. รางวัล OTOP ผลิตภัณฑ์ดีเด่น ระดับ ๓ ดาวภาคอีสาน พ.ศ. ๒๕๔๖ ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย
                ๕. สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มอบรางวัลผลงานดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม สาขาทัศนศิลป์ (หัตถกรรมเครื่องเงิน) พ.ศ. ๒๕๔๗
                ๖. จังหวัดสุรินทร์มอบรางวัลสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้กับจังหวัดสุรินทร์ในการถ่ายทอดภูมิปัญญาทำเครื่องเงินโบราณ พ.ศ. ๒๕๔๘
                ๗. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม มอบรางวัลผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการอนุรักษ์ และสืบสานงานช่างฝีมือพื้นบ้านตามโครงการภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิปัญญางานช่างฝีมือพื้นบ้าน พ.ศ. ๒๕๔๘
                ๘. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เชิญให้ร่วมโครงการสาธิตงานช่างและงานแสดงในงานเทศกาลวิถีชาวบ้าน ของสถาบันสมิธโซเนียนเรื่องแม่น้ำโขง : เชื่อมสายใยวัฒนธรรม ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๔๐
                ๙. รางวัล Smithsonian Folklife Festival


ที่มา
http://www.surinpao.org/userfiles/011.pdf

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เส้นทางสู่ดินแดนเมืองปะเกือมโบราณ จังหวัดสุรินทร์

เมื่อประมาณ  270  ปีที่ผ่านมา  ประชาชนชาวเขมรกลุ่มหนึ่งได้อพยพหนีสงครามจากกรุงพนมเปญ ข้ามภูเขาบรรทัด  มาตั้งภูมิลำเนาในเขตอำเภอเขวาสินรินทร์  ซึ่งชาวเขมรกลุ่มนี้มีความรู้ความสามารถในการตีทองรูปพรรณเป็นเครื่องประดับ  และได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานที่อยู่บ้านโชค  บ้านสดอ  บ้านเขวาสินรินทร์  ตำบล เขวาสินรินทร์  ต่อมาทองรูปพรรณมีราคาแพง  จึงได้เปลี่ยนจากการทำทองเป็นหัตถกรรมเงินโบราณ

เครื่องเงิน หรือ ประเกือม  คำว่าประเกือม เป็นภาษาเขมร ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า ประคำ ใช้เรียกเม็ดเงิน เม็ดทองชนิดกลม ที่นำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ ประเกือม สุรินทร์ เป็นลูกกลมทำด้วยเงิน เช่นเดียวกับที่อื่นๆ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ มีหลากหลายรูปแบบและลวดลาย เนื่องจากทำด้วยแผ่นเงินบางๆ ที่ตีเป็นรูปต่างๆ พร้อมกับอัดครั่งไว้ภายใน ทำให้สามารถแกะลายได้สะดวก ประเกือมมีตั้งแต่ขนาดเล็กที่สุดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งเซ็นติเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ประมาณ 2.5 - 3 เซ็นติเมตร มีหลายลวดลาย ได้แก่ ถุงเงิน หมอน แปดเหลี่ยม หกเหลี่ยม กรวย แมงดา กระดุม โอ่ง มะเฟือง ตะโพน ฟักทอง จารย์(ตะกรุด) ส่วนใหญ่จำลองมาจากธรรมชาติ เช่น ลายตาราง ลายกลีบบัว ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์ ลายพระอาทิตย์ ลายดอกทานตะวัน ลายตากบ ประเกือมส่วนใหญ่จะรมดำเพื่อให้ลายเด่นชัด ความสวยงามของประเกือมจึงอยู่ที่ลายที่แกะด้านนอก และความแวววาวของเนื้อโลหะเงิน เส้นทางสู่หมู่บ้านเครื่องเงิน หมู่บ้านโชค ต.เขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ นับเป็นหมู่บ้านแรกที่ทำประเกือมขึ้น เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว เชื่อว่าสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเขมร โดยสมัยก่อนมีการทำทั้งเครื่องเงิน และเครื่องทองด้วย ต่อมาความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น การผลิตก็ขยายตัวเกือบทั่วทั้งตำบลเขวาสินรินทร์ แต่บริเวณที่ยังคงเป็นสถานที่หลักที่มีผู้ประกอบการมากที่สุดคือ

หมู่ที่ 3 บ้านโชค และหมู่ที่ 4 บ้านโชคหัวแรด ถ้าหากเราเดินทางจากเทศบาลเมืองสุรินทร์ข้ามทางรถไฟไปตามถนนสายสุรินทร์ - ร้อยเอ็ด ถึงหลัก กม. 14 ก็มีทางลาดยางเลี้ยวขวาจะมีป้ายบอกบ้านเขวาสินรินทร์ ” หมู่บ้านทอผ้าไหม ” อีกป้ายหนึ่ง ” หมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องเงิน ” พอเข้าไปได้ 2 กม. จึงถึงบ้านนาโพธิ์ เลยไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงบ้านเขวาสินรินทร์ ไปอีก 1 กม. จะถึงบ้านโชค และอีก 2 กม. จะถึงบ้านสดอทั้งหมดนี้ คือหมู่บ้านเครื่องเงินของจังหวัดสุรินทร์



ที่มา

บทนำ

ถ้าคุณต้องการทราบว่าเครื่องเงิน ของจังหวัดสุรินทร์ เป็นแบบไหน  มีความเป็นมาอย่างไร ลูกประเกือม คืออะไร แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับเครื่องเงิน  สามารถติดตาม และสืบค้นข้อมูลได้ที่เว็บบล็อก นี้เลยค่ะ  ........>>>>